การเปลี่ยนฟุตเทจให้เป็นเนื้อหาที่น่าสนใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากประสบการณ์ สัญชาตญาณ และเทคนิคการใช้เครื่องมือแล้ว สิ่งสำคัญที่จะช่วยยกระดับผลงานและความสามารถของนักตัดต่อให้ก้าวไปอีกขั้น ก็คือ การรู้เชิงทฤษฎี โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เรียนมาด้านภาพยนตร์โดยตรง สำหรับซีรีส์บทความ “The Art of Editing – ทฤษฎีที่นักตัดต่อควรรู้” เราเริ่มจาก Pudovkin’s Five Editing Techniques ที่ถือเป็นรากฐานของการตัดต่อภาพยนตร์สมัยใหม่ที่ถูกนำเสนอมาตั้งแต่ 1929

“The Art of Editing – ทฤษฎีที่นักตัดต่อควรรู้” เราจะขอพาผู้อ่าน Back to Basics มาสู่พื้นฐาน เนื่องจากอาจมีนักตัดต่อส่วนหนึ่งที่ไม่ได้จบมาด้านภาพยนตร์หรือการตัดต่อมาโดยตรง จึงอาจทำงานผ่านประสบการณ์ และสัญชาตญาณ แต่พอถึงจุดหนึ่ง ในระดับที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น เราอาจจะอยากรู้ว่าทฤษฎีพื้นฐานจริง ๆ ที่นักตัดต่อควรรู้มีอะไรอย่าง เราจึงจะพามาทำความรู้จักทฤษฎีที่สำคัญ คือ Pudovkin’s Five Editing Techniques, Eisenstein’s Montage Categories และ Murch’s Rule of Six โดยในบทความนี้จะเริ่มต้นจาก Pudovkin’s Five Editing Techniques
Kuleshov Effect
สมองของมนุษย์พยายามเล่าเรื่องอยู่ตลอดเวลา หากคุณสร้างภาพตัดต่อ โดยลำดับภาพที่แตกต่างกันผู้ชมจะสรุปความสัมพันธ์ระหว่างภาพนั้นได้
ในช่วงทศวรรษที่ 1910 Lev Kuleshov ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชาวโซเวียต/รัสเซีย ได้แสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์นี้ด้วยการวางภาพชายคนหนึ่งกับภาพอื่น ๆ อีกสามภาพสลับกัน ชามซุป เด็กในโลงศพและผู้หญิงที่เป็นนักร้อง ผู้ชมของ Kuleshov คิดว่าการแสดงออกของผู้ชายเปลี่ยนไปตามการตีข่าวแต่ละครั้ง คือ หิวก่อน (ชามซุป) แล้วเศร้า (เด็กในโลงศพ) แล้วก็โรแมนติก (ผู้หญิง) แต่ภาพของชายคนนั้นเหมือนเดิมเสมอ ปฏิกิริยาที่มีต่อการตัดต่อนี้เรียกว่า Kuleshov Effect ที่แสดงให้เห็นถึงพลังที่นักตัดต่อสามารถนำมาใช้ได้
Vsevolod Pudovkin
Pudovkin เป็นอดีตนักศึกษาวิศวกรรมที่ถูกเกณฑ์ไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ตอนอายุ 21 ปี และถูกเยอรมันจับเป็นเชลยศึกอยู่ 3 ปี จนหนีออกมาเมื่ออายุ 25 ปี เมื่อกลับมาที่รัสเซียเขาเริ่มเรียนเคมีและฟิสิกส์ แต่หลังจากได้เห็นผลงานภาพยนตร์เรื่อง “Intolerance” ของ DW Griffiths ผู้กำกับชาวอเมริกัน ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสมัครเรียนภาพยนตร์ที่ State Institute of Cinematography ที่มอสโกแทน
Pudovkin เป็นหนึ่งในลูกศิษย์คนสำคัญของ Lev Kuleshov เป็นผู้กำกับและนักแสดง แต่บทบาทที่มีอิทธิพลที่สุดของเขาในโลกภาพยนตร์ คือ ทฤษฎีด้านการตัดต่อ จากหนังสือ “Film Technique” ที่ถือเป็นรากฐานสำหรับการตัดต่อสมัยใหม่ ที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อสไตล์การตัดต่อภาพยนตร์ฮอลลีวูดยุคคลาสสิกจนถึงปัจจุบัน ผู้กำกับระดับตำนานอย่าง Francis Ford Coppola, Martin Scorsese, Stanley Kubrick, Steven Spielberg และ Alfred Hitchcock ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลมาจากทฤษฎีของเขา
“รากฐานของศิลปะภาพยนตร์ คือ การตัดต่อ”
Pudovkin อธิบายว่า การตัดต่อไม่ได้เป็นเพียงวิธีการรวมช็อตที่ประกอบเป็นฉากเข้าด้วยกัน แต่เป็นวิธีการเรียบเรียง การชี้นำความคิด และการตอบสนองทางอารมณ์ของผู้ชม อาจเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างภาพเชิงเปรียบเทียบ (Visual Metaphor) ซึ่งเป็นวิธีแนะนำความสัมพันธ์ระหว่างภาพ 2ภาพที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน เขาถึงกับกล่าวว่า “เนื้อหาทางอารมณ์ของฉากนั้นมาจากเทคนิคการตัดต่อที่เหมาะสมมากกว่าที่จะเกิดจากการแสดงของนักแสดง” โดยเขาเสนอเทคนิคการตัดต่อ 5 อย่างที่สามารถใช้เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ หรือความคิดโดยไม่ต้องพูดอย่างชัดเจน
1. Contrast
การตัดระหว่าง 2 สถานการณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อเน้นเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสถานการณ์เหล่านั้น
ตัวอย่าง ฉากการตั้งชื่อลูกใน “The Godfather” ที่ตัดสลับไปมาจากการตั้งชื่อลูกไปสู่การฆาตกรรม ภาพบังคับให้เราพิจารณาถึงตัวละคร Michael มากขึ้นว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนอย่างไร
2. Parallelism
การเชื่อมต่อฉาก 2 ฉากที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน โดยการตัดต่อระหว่างฉากเหล่านั้นและเน้นไปที่มีองค์ประกอบภาพคล้ายกัน คู่ขนาน ซึ่งจะคล้ายกับเทคนิค Match Cutting
ตัวอย่าง การตัดภาพจาก “The Indiana Jones” ในวัยเด็กที่ก้มหน้ารับหมวก และเมื่อเงยหน้าขึ้นมาภาพตัดเป็นเขาในวัยหนุ่ม
3.Symbolism
การตัดสิ่งที่สร้างการเชื่อมต่อเชิงสัญลักษณ์สำหรับผู้ชม
ตัวอย่าง “Lawrence of Arabia” ที่ T.E. จุดไม้ขีดไฟและตัดไปที่ขอบฟ้าทะเลทราย ในกรณีนี้ไฟจากการจุดไม้ขีดของเขาเป็นสัญลักษณ์ของการเผา ทำลายล้าง และความรุนแรง เหมือนความร้อนที่แผดเผาท่ามกลางทะเลทราย
4. Simultaneity
การตัดระหว่าง 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสงสัย คล้ายกับเทคนิค Cross Cutting
ตัวอย่าง การตัดสลับกันระหว่างทีม S.W.A.T กับตัวละครผู้ร้าย เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดใน “The Silence of the Lambs” การตัดต่อช่วยเพิ่มความตึงเครียดให้กับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไป
5. Leit Motif
ภาพ เสียงที่เกิดซ้ำที่เกี่ยวข้องกับบุคคล ความคิด หรือสถานการณ์ที่ในช่วงเวลาสำคัญ
ตัวอย่างเช่น การใช้ธีมเพลงใน “Indiana Jones” หรือ “Star Wars” ส่วนฉากนาฬิกาใน “High Noon” เป็นตัวอย่างที่ดีของธีมภาพที่แสดงซ้ำ ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มความตึงเครียดและเตือนผู้ชมถึงเส้นตายที่กำลังจะมาถึง
สำหรับการประยุกต์ใช้เทคนิคทั้ง 5 นอกจากช่วยสร้างภาพที่สนใจได้แล้ว ยังสามารถช่วยในการเล่าเรื่องที่มีชั้นเชิงมากขึ้น บางครั้งเทคนิคนี้อาจเกิดตั้งแต่กระบวนการวางแผนของผู้กำกับในขั้นสตอรี่บอร์ด หรืออาจเกิดในกระบวนการตัดต่อก็ได้ ถึงแม้ทฤษฎีของ Pudovkin ที่มีอายุเกือบ 100 ปีมาแล้ว แต่เรายังคงเห็นเทคนิคเหล่านี้อยู่ในงานตัดต่อต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน
หากเราลองพิจารณาผลงานที่มีวิธีการตัดที่แปลกใหม่ โดยเอาทฤษฎีไปวิเคราะห์ เราอาจจะพบว่าแท้จริงแล้วผลงานเหล่านั้นอาจเกิดจากความแม่นยำในทฤษฎีพื้นฐานของนักตัดต่อหรือผู้กำกับ จนสามารถประยุกต์พลิกแพลง หรือแม้กระทั่งฉีกกฎ จนทำให้เกิดผลงานใหม่ ๆ ด้วยเหตุนี้เราจึงพาทุกคนกับมาสู่ Back to Basics เพื่อสร้างฐานที่แน่นเพื่อการต่อยอด และในบทความลำดับถัดไปเราจะนำเสนอทฤษฎีที่สำคัญอย่าง“Eisenstein’s Montage Categories” ฝากติดตามด้วยนะครับ
Contributor : Akkharaphon Dantonglang
Reference : Hilton, P., 2020, Design in Motion: Applying Design Principles to Filmmaking.