ปยุต เงากระจ่าง : บิดาแห่งภาพยนตร์แอนิเมชันไทย ผู้สร้างแอนิเมชันเรื่องยาวก่อนสตูดิโอจิบลิ

จากจิตกรที่วาดรูปลงบนผืนทรายตามชายหาด จิตกร นักวาดภาพประกอบ นักวาดการ์ตูน สู่แอนิเมเตอร์ผู้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนขนาดสั้นที่ฉายในโรงภาพยนตร์เรื่องแรกของไทย “เหตุมหัศจรรย์”

และหากเมื่อเทียบตารางเวลา เราจะว่า “สุดสาคร” พ.ศ. 2522 ผลงานภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องยาวเรื่องของ ปยุต เงากระจ่าง นั้นสร้างสำเร็จก่อนผลงานเรื่องแรกของสตูดิโอจิบลิ ที่สร้างโดยแอนิเมเตอร์ระดับโลกอย่าง ฮายาโอะ มิยาซากิ ด้วยซ้ำ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องแรกของสตูดิโอจิบลิ คือ “Castle in the Sky” พ.ศ. 2528

โดยในวันที่ 1 เมษายนของทุกปีจะถือเป็นวันปยุต เงากระจ่าง ผู้ที่ได้รับยกย่องให้เป็นบิดาแห่งภาพยนตร์แอนิเมชันไทย วันนี้ BEAR จะขอนำเสนอเรื่องราวของตำนานผู้บุกเบิก และยังเป็นบุคคลผู้สร้างแรงบันดาลใจ สำหรับแอนิเมเตอร์รุ่นต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ผู้เป็นแรงบันดาลใจ

จากความชื่นชอบในการวาดภาพ ประกอบกับการเรียนรู้และฝึกฝนมาโดยตลอดจุดเริ่มต้นด้านแอนิเมชันของ ปยุต เงากระจ่าง เริ่มต้นเมื่อได้พบกับ เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน นักเขียนภาพปกประกอบหนังสือ พล นิกร กิมหงวน

เด็กชาย ปยุตในวัย 13 ขวบได้วาดการ์ตูนเพื่อแสดงให้ เสน่ห์ ที่มาวาดภาพที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในขณะนั้น เมื่อได้ดู จึงได้ถูกชักชวนให้ไปช่วยทำภาพยนตร์แอนิเมชันที่กรุงเทพฯ เพราะตอนนั้นเสน่ห์ ตั้งใจจะทำหนังการ์ตูน แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ปยุตจึงยังไม่ได้เข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำหนังการ์ตูนร่วมกับเสน่ห์

ซ้าย : ภาพที่ อ.ปยุตวาดจากความทรงจำเพื่อระลึกถึง เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ขวา: ภาพเสน่ห์ คล้ายเคลื่อน

หลังจากสงครามยุติลง ปยุต ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ครั้งแรกเพื่อเข้ามาเรียนเพาะช่าง และยังไม่ลืมที่จะออกตามหาเสน่ห์ เพื่อความฝันในการสร้างการ์ตูนตามที่เคยสัญญาไว้ ถึงแม้ทั้งสองจะไม่ได้พบกัน แต่ปยุตก็ยังพอทราบข่าวการทดลองสร้างการ์ตูนจากหนังสือพิมพ์ว่าประสบความล้มเหลว เพราะการขาดการสนับสนุนเนื่องจากรัฐบาลเห็นว่า “การทำหนังการ์ตูนไม่มีคนดู สู้ทำหน้าคนแสดงดีกว่า “

ครั้งนั้นเสน่ห์ ผิดหวังจากรัฐบาล ประกอบกับปัญหาสุขภาพ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่ปยุตยังคงคิดถึงคุณเสน่ห์ คิดถึงความฝันที่จะสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันไทย ซึ่งเป็นความฝันที่ยังไปไม่ถึง แต่อย่างไรก็ตาม เสน่ห์ คล้ายเคลื่อน ก็ยังถือเป็นครูที่ ปยุต เงากระจ่าง ยอกย่องให้เป็น แอนิเมเตอร์คนแรกของไทยผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา

จากจิตกร นักวาดภาพประกอบ นักออกแบบโฆษณา สู่นักวาดการ์ตูน

ปยุต ได้สั่งสมฝีมือจากการทำงานนักวาดภาพประกอบหนังสือ นิตยสาร หรือแม้กระทั่งเป็นจิตกรสงคราม โดยกระทรวงกลาโหมได้เชิญปยุตให้ร่วมเดินทางไปเวียดนามกับทหารไทย เพื่อหน้าที่ถ่ายทอดวีรกรรมของกองพลเสือดำ ในสมรภูมิเวียดนาม

ต่อมาปยุต ได้สมัครเป็นช่างเขียนการ์ตูน ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา แต่สถานที่ช่วยจุดประกายความฝันก็ คือ สำนักข่าวสารอเมริกา (USIS) โดยเริ่มทำงานในตำแหน่งนิทรรศการ นอกจากงานประจำแล้ว ปยุต ยังรับจ้างทำหนังโฆษณาให้กับสินค้าต่าง ๆ และต่อมาได้ลาออกเพื่อก่อตั้งบริษัทของตัวเองเพื่อรับทำภาพยนตร์โฆษณาทั้งแบบการ์ตูนและคนแสดง โดยตั้งใจจะรับงานเพื่อเก็บเงิน ไว้สร้างแอนิเมชันของตนเอง แต่สุดท้ายบริษัทก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ปยุตได้กลับเข้าทำงานที่ USIS อีกครั้งในตำแหน่ง Artist Illustration ถือเป็นข้าราชการของรัฐบาลอเมริกันจนเกษียรอายุราชการ


“เหตุมหัศจรรย์” ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องแรกของไทย

หนังสือพิมพ์ประจำวันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 ขึ้นพาดหัวว่า “คนไทย สร้างหนังการ์ตูนแข่งฮอลลีวูด”

หลังจากใช้ความพยายามเขียนการ์ตูนด้วยตนเองมานานกว่า 6 เดือน ภาพยนตร์การ์ตูนไทยขนาดสั้นเรื่องแรก “เหตุมหัศจรรย์” ก็ประสบความสำเร็จ โดยหนังสือพิมพ์ทุกฉบับได้กล่าวถึง ปยุต เงากระจ่าง ว่าเป็น

“วอลล์ท ดิสนีย์ เมืองไทย”


เหตุมหัศจรรย์ในเช้าวันหนึ่ง พ.ศ. 2498

เป็นภาพยนตร์การ์ตูนความยาว 20 นาที ที่ทำเป็นสีธรรมชาติยาว 400 ฟิต ขนาด 16 มม. โดยใช้ภาพทั้งจำนวนทั้งสิ้น 28,800 ภาพ โดยออกฉายสู่สาธารณชน ประกอบภาพยนตร์เรื่อง “ทุรบุรุษทุย” ของ ส. อาสนจินดา ที่โรงหนังบรอดเวย์
https://www.youtube.com/watch?v=GhbpyfesrhQ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ปยุตคิดเรื่อง เขียนภาพและถ่ายทำเองทั้งหมด รวมทั้งใช้ตัวเองเป็นแบบตัวละครเอกของเรื่อง โดยใช้กล้อง 16 มม. ที่ดัดแปลงจากกล้องเก่าที่ทิ้งแล้ว ส่วนแท่นสำหรับถ่ายทำก็ดัดแปลงจากเครื่องกลึงไม้ รวมทั้งห้องล้างฟิล์มและแท่นตากฟิล์มก็ดัดแปลงขึ้นมาเองทั้งหมด

“ความสำเร็จ…ไม่ใช่แค่การสร้างภาพยนตร์การ์ตูนสำเร็จเป็นเรื่องแรกของประเทศไทย
แต่ยังเป็นคนแรกในโลกที่ถ่ายทำภาพยนตร์การ์ตูนด้วยกล้องขนาด 16 มม. ด้วยการถ่ายภาพและการลำดับภาพในแบบเฉพาะตัว”

ถึงแม้ “เหตุมหัศจรรย์” จะประสบความสำเร็จทางด้านชื่อเสียง ก็กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพราะคนไทยสมัยนั้นมองว่าการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระ ซึ่งแตกต่างจาก USIS ที่ให้การสนับสนุนทั้งด้านการฉาย และการทดลองศึกษาวิธีการถ่ายทำ โดยออกค่าใช้จ่ายส่งปยุต ไปดูงานการสร้างและการถ่ายทำภาพยนตร์การ์ตูนที่ประเทศญี่ปุ่น

ภาพ อ.ปยุต เมื่อครั้งได้รับทุนให้ไปศึกษาดูงานการสร้างแอนิเมชันที่ประเทศญี่ปุ่น

หนุมานผจญภัย (ครั้งใหม่) พ.ศ. 2500

ผลงานความยาว 20 นาที ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักข่าวสารอเมริกา เพื่อเป็นภาพยนตร์ต่อด้านคอมมิวนิสต์ ใช้เวลาทำ 9 เดือน จากแนวคิด

“เมื่อคอมมิวนิสต์เข้าครองพารา หนุมานจึงต้องลำแดงฤทธิ์”

แต่ด้วยเหตุผลทางการเมือง ยุคการปกครองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาว่าภาพยนตร์หรือหนังสือพิมพ์จะมีคณะกรรมการเซ็นเซอร์ หนังเรื่องนี้จึงถูกกล่าวหาว่าเป็นการ์ตูนล้อการเมือง ถูกห้ามฉายจนกระทั่งเปลี่ยนรัฐบาลใหม่จึงได้รับอนุญาตให้ออกฉาย
https://www.youtube.com/watch?v=HilArU7XC5g

เด็กกับหมี พ.ศ.2503

เป็นภาพยนตร์ความยาว 20 นาทีที่ได้ทุนจากองค์การ สปอ (SEATO) เพื่อแสดงการรวมตัวกันของชาติสมาชิก โดยให้เสียงพากษ์เป็นภาษาต่าง ๆ เช่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส นิวซิแลนด์ ฟิลิปปินส์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา

ชัยชนะของสาวน้อย พ.ศ.2535
ได้รับการว่าจ้างจาก JOICFP FILM ประเทศญี่ปุ่น ผลิตการ์ตูนเพื่อการศึกษา มุ่งไปที่กลุ่มวัยรุ่นเพื่อส่งเสริมให้เด็ก ได้เรียนรู้การวางแผนครอบครัว เรื่องสุขภาพ และอนามัยสำหรับสตรี ภายใต้การดูของกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย

“สุดสาคร” ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องยาวเรื่องแรกของไทย

เนื่องจากความฝันอันยิ่งใหญ่ของปยุต คือ การสร้างภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาว แต่การสร้างภาพยนตร์การ์ตูนถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องมีทีมงานและเงินทุนที่สูงมาก

โดยคาดว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อทำให้ได้มาตรฐานฮอลลีวูดซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงมากในสมัยนั้น ปยุตได้เสนอโครงการสร้างภาพยนตร์การ์ตูนไปยังที่ต่าง ๆ แต่ไม่มีนายทุนหรือธนาคารใดสนับสนุน และมักจะได้รับการปฏิเสธในเชิงว่า

“ตัวการ์ตูนไม่ต้องกิน ทำไมถึงแพง อย่างนี้จ้างคนเล่นไม่ดีกว่าหรอ”

จนปยุตได้พบกับ พล.ต.ท.บันเทิง กัมปนาทแสนยากร เจ้าของบริษัท จิรบันเทิงโดยตกลงกันด้วยวาจา โดยไม่มีการทำบันทึกสัญญาใด ๆ โดยทางจิรบันเทิงเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และส่วนปยุตเป็นฝ่ายผลิต กำกับดูแลการถ่ายทำและอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยรายได้จากหนังการ์ตูนเรื่องนี้จะแบ่งกันคนละครึ่ง 50:50

ปยุต ตัดสินใจลาออกจากการเป็นอาจารย์พิเศษที่วิทยาลัยเพาะช่าง เพื่อทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับการสร้างการ์ตูนเรื่องยาวเรื่องแรกของไทย เรื่อง “สุดสาคร”

เริ่มต้นด้วยความยากลำบาก เพราะเงินทุนที่ลงมาไม่พอตั้งแต่แรกเริ่ม ปยุตต้องใช้เงินทุนในการสร้างทั้งหมด 5 ล้าน ซึ่งเฉลี่ยจะตกอยู่ที่เฟรมละ 60 บาท แต่นายทุนสมัยนั้นเห็นว่าภาพยนตร์ทั่วไปใช้ทุนกันเพียง 3 ล้านบาทเท่านั้น

ปยุตได้รวบรวมลูกศิษย์จากเพาะช่างได้จำนวนหนึ่ง แล้วเริ่มการดำเนินงานที่บ้าน อุปกรณ์การทำบางอย่างก็ต้องสร้างกันขึ้นมาเองเพื่อประหยัดต้นทุน ซึ่งระหว่างนั้น ปยุต ยังทำงานประจำที่ USIS เพื่อหารายได้ในช่วงกลางวัน และกลับมาวาดเส้นในเวลากลางคืน โดยได้อาสาสมัครจากนักเรียนเพาะช่าง ศิลปากรและช่างศิลป์ช่วยช่วยระบายสี ซึ่งต้องวาดภาพ ถึง 66,000 ภาพ

หลังจากใช้เวลาตรากตรำกว่า 2 ปี “สุดสาคร” ภาพยนตร์การ์ตูนขนาดยาวเรื่องแรกของไทยความยาว 82 นาที ได้ฉายครั้งแรกวันที่ 13 เมษายน 2522 ที่โรงภาพยนตร์เอเธนส์ ทำรายได้ 2 ล้านบาท ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างมากจากผู้ชม ถือเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในสมัยนั้น

ผลจากการทำภาพยนตร์เรื่อง “สุดสาคร” คือ ทำให้ปยุตต้องเข้าโรงพยาบาล เพื่อผ่าตัดดวงตาข้างซ้าย ซึ่งเกือบจะบอดเนื่องจากเป็นต่อหินเพราะความหักโหม ตรากตรำทำงานตลอดเวลา 2 ปี


“ปยุต เงากระจ่าง วอลล์ท ดิสนีย์ เมืองไทย”

ในระดับสากล ปยุตได้รับเชิญไปฉายตามมหกรรมภาพยนตร์ต่าง ๆ ทั้ง ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฮอลลีวูด ซึ่งถือว่าสร้างความฮือฮาให้กับเทศกาลได้เป็นอย่างมาก เพราะในสมัยนั้นภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาวที่มีมาตรฐานสำหรับฉายในโรงภาพยนตร์ถือว่ายังมีน้อยมาก โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งศาสตราจารย์ John A. Lent นักวิชาการชาวอเมริกันคนสำคัญที่ศึกษาและมีหนังสือเกี่ยวกับ Animation in Asia and Pacific ได้ยกย่องให้ ปยุต เป็นหนึ่งในแอนิเมเตอร์คนสำคัญในภูมิภาคเอเชีย

จาก “สุดสาคร” จนมาถึง “ก้านกล้วย” ทิ้งช่วงเวลากว่า 27 ปี นั่นคือ ช่วงเวลาที่วงการภาพยนตร์แอนิเมชันไทยหยุดนิ่ง ตรงกันข้ามในขณะที่ประเทศต่าง ๆ มีพัฒนาที่ต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยปยุต เคยกล่าวว่า

“ไม่บ้า ทำไม่ได้นะ ทั้งทำกล้องเอง ทั้งทำการ์ตูนเอง”

ผลงานและเรื่องราวของ ปยุต เงากระจ่าง ยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้แอนิเมเตอร์รุ่นใหม่ๆ มากมาย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในระดับบุคคล ที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อสร้างความฝันในการสร้างภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ในยุคหนึ่งเรามีแอนิเมเตอร์ที่สามารถสร้างผลงานที่มีมาตรฐานเทียบเท่ากับอภิมหาอำนาจของวงการภาพยนตร์อย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา