The Art of Editing 2 : Transition

The Art of Editing ซีรีส์ที่ว่าด้วยศาสตร์ของการตัดต่อหรือการลำดับภาพ วันนี้ขอนำเสนอการใช้ Transition ที่เป็นเทคนิคสำคัญที่ Editor จำเป็นต้องรู้อย่างลึกซึ้งทั้งในเชิงไวยากรณ์ทางภาพยนตร์ (Film Grammar) เพื่อการเล่าเรื่องและในเชิงเทคนิคด้านภาพเพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับผลงาน ซึ่งวันนี้ BEAR จะพามาทำความเข้าใจหลักการในการใช้  Transition แบบต่าง ๆ โดยเน้นการประยุกต์กับผลงานภาพเคลื่อนไหวที่ไม่ได้เจาะจงเฉพาะแค่ภาพยนตร์  แต่ยังรวมถึง มิวสิควิดีโอหรือโฆษณา ซึ่งจะมีรายละเอียดเป็นอย่างไรเชิญติดตามกันได้เลย

Transitions ?

การเปลี่ยนจากภาพ (Shot) หนึ่งไปยังภาพ (Shot) หนึ่ง โดยลักษณะภาพที่ปรากฏระหว่างการเปลี่ยนจากภาพหนึ่งไปภาพหนึ่ง (Overlapping) นั่นคือ Transition   ซึ่งการเปลี่ยนภาพจะทำหน้าที่ในการเล่าเรื่องและสื่อความหมายกับผู้ชม หรืออาจไม่ได้สื่อความหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนภาพเพื่อกระตุ้นความรู้สึก และดึงดูดความสนใจให้ผู้ชมติดตามอยู่กับผลงานตั้งแต่ต้นจนจบได้

ทั้งนี้ Transition แต่ละประเภทจะอ้างอิงเทคนิคมาจากการตัดต่อในยุคเก่าที่ยังต้องตัดต่อผ่านแผ่นฟิล์มโดยตรง หรือการตัดต่อผ่านระบบ Linear ที่การสร้าง Transition จะใช้ Hardware เป็นตัวสร้าง Effect ขึ้นมา ซึ่งถึงแม้ในปัจจุบันการตัดต่อจะเป็นระบบ Non Linear ที่ทำงานผ่าน Software ด้วยระบบ Digital แล้ว  แต่ลักษณะของภาพที่เกิดจากเทคนิค Transition หลายๆ แบบ ก็ยังอ้างอิงลักษณะมาจากพื้นฐานของการตัดต่อแบบเก่าอยู่ โดย Transition บางแบบอาจจะดูล้าสมัย ทั้งนี้ก็เพราะมีที่มาที่ไปตามที่กล่าวไปข้างต้น  ในขณะเดียวกัน Transition  หลาย ๆ แบบก็ยังใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

Types of Transitions

Transition แต่ละประเภทจะสื่อความหมายของภาพที่แตกต่างกัน  การเข้าใจความหมายเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการตัดต่อ  ซึ่ง Transition แต่ละประเภท มีลักษณะและหลักการใช้ดังต่อไปนี้

Cut

Cut คือ การเปลี่ยนจากภาพหนึ่งไปยังอีกภาพหนึ่งแบบทันทีทันใด โดยไม่ใช้เทคนิคใด ๆ ในการเชื่อมภาพ ลักษณะภาพที่ปรากฏจึงเป็นภาพต่อภาพ  ทั้งนี้การใช้ Cut จะไม่ต้องการให้ผู้ชมตีความใด ๆ หากเป็นการ Cut จากภาพสู่ภาพธรรมดา ผู้ชมจะเกิดความรู้สึกต่อเนื่องของเหตุการณ์และเรื่องราว  

การ Cut จะถ่ายทอดความรู้สึกฉับไว นอกจากนี้เรายังรับรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา เพราะนั่น คือ วิธีที่สมองของเราประมวลผลข้อมูลเข้ามาจากสายตาของเรา อย่างไรก็ตามการ Cut เหล่านี้สามารถเกิดการความสับสนได้ หากไม่มีเรียงลำดับเหตุการณ์  เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

แต่หากเราต้องการสื่อความหมาย เราจำเป็นต้องประยุกต์เทคนิคการ Cut ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น Cross Cut, Jump Cut, Cut Away หรือ Match Cut เป็นต้น  ซึ่งการใช้ Cut ยังสามารถสร้างความน่าสนใจให้กับงานได้เป็นอย่างดี  ซึ่งได้ถูกอธิบายไว้อย่างละเอียดในบทความ (The Art of Editing 1 – Cutting)  

https://vimeo.com/258156401

Fade 

Fade คือ การเปลี่ยนภาพ โดยภาพถูกแทนที่ด้วยภาพสีดำสนิท โดยแบ่งออกเป็น Fade In ที่ภาพจะเริ่มจากสีดำแล้วค่อยจางกลายเป็นภาพหลัก จะใช้สำหรับการเริ่มต้นของเรื่องราวหรือเหตุการณ์ ส่วน Fade Out จะมีลักษณะตรงกันข้าม คือ ภาพหลักจะค่อยจางกลายเป็นภาพสีดำ จะถูกใช้เพื่อสรุปของเหตุการณ์ นอกจากนั้นยังใช้เพื่อให้ผู้ชมได้มีจังหวะผ่อนคลายหลังจากเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่ตื่นเต้น รุนแรงได้ เพื่อให้รู้สึกสงบ และเตรียมเริ่มต้นใหม่

สำหรับผลงานภาพยนตร์ที่เน้นการเล่าเรื่อง  Fade จะใช้เท่าที่จำเป็นเพราะ เทคนิคนี้จะหมายถึงการเริ่มต้นและสิ้นสุดของส่วนเรื่องที่สำคัญ  

แต่ทั้งนี้การ Fade ขึ้นอยู่กับจังหวะ ในการใช้ด้วย เช่น การตัดต่อ Teaserหรือ Trailer จะถูกใช้เพื่อแยกระยะเวลาและเหตุการณ์จากภาพที่เรียงต่อเนื่องกัน   อีกทั้งยังสามารถสร้างความตื่นเต้นให้กับเรื่องราวได้อีกด้วย  เพราะลักษณะของการ Fade In/Out จะคล้ายกับการลืมตาและการปิดตา  ซึ่งการลืมตาขึ้นมาก็เหมือนการเริ่มต้น และการหลับตาก็เหมือนการสิ้นสุด และทุกครั้งที่เราหลับตาเราก็จะได้ผ่อน  แต่เมื่อหลับตาและลืมตาอย่างรวดเร็ว เราก็จะอยู่ในสภาวะที่มีความรู้สึกตื่นเต้น

Dissolve

Dissolve คือ การเปลี่ยนภาพ โดยที่ภาพแรกจะค่อยๆ จางไปสู่อีกภาพโดยอีกภาพจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมา

โดยการเปลี่ยนจะไม่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใดแบบ Cut แต่ Dissolve ภาพที่ได้จะค่อย ๆ  จางจากภาพหนึ่งสู่ภาพโดยอาจจะระยะเวลา 1-2 วินาที ซึ่งระยะเวลามากหรือน้อยขึ้นกับผู้ตัดต่อเป็นคนกำหนด

Dissolve ทำให้การเปลี่ยนภาพเป็นไปอย่างราบรื่น ในระหว่างการเปลี่ยนภาพทั้งสองดูเหมือนจะทับซ้อนกัน จึงมักเกี่ยวข้องกับกาลเวลาหรือการเปลี่ยนตำแหน่ง (หรือทั้งสองอย่าง) แต่ช่วงการเปลี่ยนภาพเหล่านี้อาจไม่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในระหว่างฉากการสนทนาหรือรายการสัมภาษณ์ ซึ่งต้องใช้การCut เพื่อรักษาความรู้สึก กระชับและฉับพลัน

การ Dissolve จะช่วยสร้างความรู้สึกที่ราบรื่นและนุ่มนวล โดยจะใช้เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราว เหตุการณ์หรือช่วงเวลาทั้งที่ต่างกัน ให้มีความรู้สึกสัมพันธ์กัน

หรือในอีกกรณี หากอยู่ในเหตุการณ์หรือช่วงเวลาเดียวกัน แต่มีการ Fade ภาพหลัก (เช่น ตัวละคร)ไปมา ก็ช่วยสร้างการเน้นเหตุการณ์นั้น ๆ หรือขยายช่วงเวลา เพื่อให้คนชมซึมซับความรู้สึกให้เต็มอิ่มยิ่งขึ้น ก่อนจะไปสู่เหตุการณ์อื่น ๆ  ซึ่งบางครั้งอาจมีดนตรีประกอบเข้ามาเพื่อขับเน้นความรู้สึกให้ออกมาได้ดียิ่งขึ้น

Wipe

Wipe เป็นเทคนิคแบบดั้งเดิม  ที่ใช้ภาพจะมีลักษณะของการปาดภาพจากที่ต้องการจะเปลี่ยน ทับภาพที่ปรากฏอยู่  Wipe  มีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การ Wipe แบบนาฬิกา แบบเส้นตรงไปจนถึงรูปร่างที่ซับซ้อน  Wipe มักจะมีเส้นขอบภาพที่ชัดเจน  เพื่อช่วยแยกแยะภาพระหว่างทั้งสองที่มีการเปลี่ยนภาพ

การใช้ Wipe อาจสร้างความรู้สึกไม่สมจริงของเรื่องราว ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกใช้เพื่อแบ่ง Act หรือ Sequence ของเรื่องราวทั้งหมด ออกเป็นส่วนๆ อย่างชัดเจน  ซึ่งเป็นเทคนิคที่ George Lucas  จงใจใช้มาตลอดใน Star Wars เพื่อต้องการแบ่งแยกโครงสร้างของเรื่องออกเป็นส่วน ๆ 

Digital Effect

เป็นเทคนิค Transition สมัยใหม่  ที่นำมาใช้กับงานที่เน้นความน่าสนใจของภาพ เช่น งานโฆษณา MV หรือ Motion Graphics ซึ่งมี Effect มากมาย เช่น การเปลี่ยนค่าของสี/แสง  หรือการแปลงค่า Pixel เป็นรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ การเปลี่ยนโฟกัส รวมทั้งเทคนิคสมัยใหม่อย่าง Glitch Transitions

เทคนิค Transition แบบนี้จะสร้างความหวือหวา ให้กับผลงาน หากเป็นงานประเภทที่ต้องการดึงดูดความสนใจสูง เทคนิคแบบนี้จะสามารถช่วยตอบโจทย์ได้

Creative Transitions

นอกจาก Transition ที่กล่าวมาเป็นที่อาศัยเทคนิคของการตัดต่อ หากเราต้องการ Transition ที่มีความสร้างสรรค์และน่าสนใจยิ่งขึ้น เราอาจต้องใช้กระบวนการวางแผนในขั้น Production แล้วนำมา Compositing ในขั้น Post Production ที่ต้องใช้การซ้อนภาพขั้นสูง เพื่อเปลี่ยน Shot ที่มีความซับซ้อนขึ้น 

ถึงจุดนี้อาจจะทำให้เราเข้าใจหลักการใช้  Transition แต่ละแบบสื่อความหมาย รวมถึงการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับ  Editor ที่จะพัฒนาตัวเองในระดับที่สูงขึ้น ทั้งในสายเล่าเรื่อง และสายเทคนิคด้านภาพ  ซึ่ง The Art of  Editingเรื่องต่อไปจะนำเสนอเกี่ยวกับ

หัวข้อที่ถือเป็นหัวใจของการตัดต่อ ซึ่ง ก็คือ การสร้างจังหวะให้กับงานตัดต่อ หรือ Pace & Rhythm ฝากติดตามกันด้วยนะครับ