5 ทักษะสู่การเป็น Motion Graphics Designer มืออาชีพ

Motion Graphics เป็นงานออกแบบที่ต้องผสมผสานศาสตร์ที่หลากหลายถือเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ Motion Graphics นั้นมีความแตกต่าง และสามารถสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลาแล้วมีความรู้และทักษะอะไรที่เราควรรู้เพิ่มเมื่อก้าวเข้าสู่การเป็น Motion Graphics Designer มืออาชีพ

1. Visual Design/ Art Direction

“งาน Motion ที่ดีเริ่มจากองค์ประกอบ Visual ที่ดี” 

คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความสำคัญของพื้นฐานด้าน Visual Design และArt Direction ทั้งนี้เพราะ งาน Motion Graphics มีรากฐานมาจากงาน Graphic Design ที่ใช้การสื่อสารด้วยภาพ หรือ Visual Communicationเป็นหลัก ดังนั้นหากเริ่มต้นจากองค์ประกอบภาพที่มีเอกลักษณ์  การจัดวางที่ดี รวมทั้งมีโทนสีที่น่าสนใจ ย่อมมีโอกาสที่ผลงาน Motion Graphics นั้นประสบความสำเร็จ  ตัวอย่างที่ดีของการใช้ Art Direction เป็นจุดแข็งของผลงานก็คือ งาน Motion Graphics ในแขนงของ  Title Design

แต่สำหรับการประยุกต์ Visual Design และ Art Direction ใน Motion Graphics สิ่งสำคัญ คือ การคำนึงถึงการเคลื่อนไหวควบคู่กัน ดังนั้นจะให้ความสำคัญกับจังหวะ เพราะแต่ละภาพจะถูกมาเรียงต่อกันเป็น Sequence อ่านเพิ่มเติม

Dynamic Composition

การจัดวางองค์ประกอบภาพที่ให้ความสำคัญกับจังหวะภาพ โดยคำนึงถึงความต่อเนื่อง เมื่อภาพแต่ละภาพเรียงต่อกันเป็น Sequence แล้วสามารถสร้างความน่าสนใจ และสามารถดึงดูดผู้ชมให้อยู่กับผลงานของเราไปถึงตอนจบ ถึงแม้งานนั้นจะไม่ได้มีการเคลื่อนไหวที่หวือหวาก็ตาม  อ่านเพิ่มเติม(http://www.beartheschool.com/share-1/2019/5/15/dynamic-composition-motion-graphics)

https://vimeo.com/114350322

Kinetic Typography

ตัวอักษร เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากสำหรับงาน  Motion Graphics และบางครั้งถือเป็นองค์ประกอบหลักของผลงานด้วยซ้ำ นอกจากความน่าสนใจของการเคลื่อนไหวตัวอักษรแล้ว สิ่งที่ควรคำนึง คือ การจัดวางให้อ่านได้ง่ายและสามารถอ่านได้ทัน เพราะ Motion Graphics มีเรื่องของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง   อ่านเพิ่มเติม (http://www.beartheschool.com/share-1/2019/7/24/typography-motion-graphics)

Style Frames

“Visual ที่ดีหนึ่งภาพ สามารถเป็นตัวแทนและกำหนดทิศทางการออกแบบ Motion ทั้งหมดได้”

สำหรับกระบวนทำงาน Motion Graphics ระดับมืออาชีพ สิ่งสำคัญที่ทำหน้าที่คล้ายกับ Mood Boards หรือ Concept Art ก็คือ  Style Frames ที่หมายถึง ชุดของภาพที่มีความใกล้เคียงกับผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ที่สุด โดยภาพทั้งหมดจะแสดงให้เห็นลักษณะของภาพที่อยู่ในเฟรม สี พื้นผิว รวมทั้งรูปแบบ และเทคนิคในการผลิตที่นักออกแบบวางแผนที่จะสร้างออกมาในผลงานจริง 

และเป็นเพราะ Style Frames นั้นจะแสดงภาพเต็มรูปแบบที่เป็นภาพฉากหลักๆ สิ่งนี้เองที่จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจ และสามารถเลือกสไตล์ของผลงานได้ ตลอดจนสามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของผลงานที่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มแรกว่าเมื่อผลงานเสร็จสมบูรณ์แล้วนั้น จะมีรูปแบบเป็นอย่างไร

ขณะเดียวกัน ในฝั่งนักออกแบบ Style Frames เองก็ทำงานอีกด้านหนึ่ง ก็คือช่วยค้นหาทิศทางในการออกแบบของผลงาน (Visual Exploration) รวมไปถึงการพัฒนาแนวทางการออกแบบ (Visual Development) ให้ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม โดย Style Frames นั้นถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสาร ช่วยให้ทั้งนักออกแบบ และลูกค้ารับรู้ เข้าใจ และเห็นภาพตรงกันในทุกๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับผลงาน  เพื่อสร้างกระบวนการสื่อสารทั้งในทีมงาน และฝั่งลูกค้าให้เป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น แต่ด้วยธรรมชาติของงาน Motion Graphics นั้น ถือเป็นงานที่ต้องการความโดดเด่นด้าน Art Direction เป็นอย่างมาก ดังนั้น การนำเสนอเพื่อผ่าน Story Boards ที่มีเพียงลายเส้นคร่าวๆ อาจยังไม่สามารถที่จะสื่อสารภาพสุดท้ายของผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ได้ครบถ้วนพอ Style Frames จึงมีบทบาทสำคัญในการทำงานออกแบบในทุกระดับ อ่านเพิ่มเติม

http://www.beartheschool.com/share-1/2019/4/1/style-frames-motion-design-j9sxb

2. Motion Design/ Animation

“Motion Language สามารถสื่อความหมาย อารมณ์และความรู้สึกได้เช่นเดียวกันกับ Visual Language หรือFilm Language”

Principles of Animation 

หลักการเคลื่อนไหวที่ถูกนำเสนอในยุคบุกเบิกของ Disney คือ Frank Thomas และ Ollie Johnston  ที่เป็นเสมือนคัมภีร์สำหรับการสร้างผลงาน2D Animation ของ Disney และ Animator ทั่วโลก ซึ่งต่อมาได้รับการปรับปรุงและพัฒนาสำหรับ 3D Animation โดย John Lasseter แห่ง Pixar ที่นำเสนอผ่านผลงานเรื่อง Luxo Jr. ที่ต่อมาถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกนำมาพัฒนาเป็น Logo Animation ของ Pixar 

ซึ่งสาระและหัวใจของหลักการนี้ คือ  การเคลื่อนที่สมจริง ที่มีพื้นฐานมาจากการเคลื่อนที่ตามหลักฟิสิกส์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความเร็วและระยะ (Timing)  ความเร่ง (Slow In & Slow Out) วิถีการเคลื่อนที่ในวิถีโค้ง  (Arc) แรงเฉื่อย (Follow Through) เป็นการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องที่สัมพันธ์กับน้ำหนัก มวลและแรงที่มากระทำ โดยคำนึงถึงความสมจริงให้ภาพหรือองค์ประกอบนั้นเป็นหลัก แล้วเพิ่มลักษณะที่เกินจริง (Exaggeration) เข้าไปเช่น การยึด การหยด (Squash & Stretch) การเตรียมเคลื่อนไหว (Anticipation) เพื่อสร้างแรงส่งให้การเคลื่อนไหวนั้นดูมีพลังและสามารถดึงดูดสายได้   อ่านเพิ่มเติม http://www.beartheschool.com/share-1/2019/7/10/12-principles-of-animation-animator-motion-graphics-designer-1

Motion Language  

ผลงาน Visual Design  ใช้ Visual Language สำหรับการสื่อความหมายได้ ผลงาน  Motion Design ก็เช่นเดียวที่สามารถใช้ Motion Language การสื่อความหมายให้การเคลื่อนไหวนั้น ซึ่ง Motion ก็มี Motion Element ที่มีลักษณะเป็นไวยกรณ์ทางภาพ ที่เมื่อนำมาประกอบรวมกันก็สามารถสื่อความหมาย อารมณ์ความรู้ได้เช่นเดียวกันกับภาษาภาพและภาษาพูด(หรือเสียง)

หากต้องการสื่อสารถึงความนิ่ง สงบ  การเคลื่อนไหวควรมีลักษณะที่ต่อเนื่อง ทิศทางคงที่ ความเร็วที่สม่ำเสมอ ในทางตรงกันข้าม หากต้องการสื่อสารถึง ความดุดัน รุนแรง การเคลื่อนที่ไม่ต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนทิศทางที่รวดเร็ว ไม่แน่นอน คาดเดายาก และไม่สม่ำเสมอ 

3. Sound Design

Pacing & Rhythm

การสร้างผลงาน Motion Graphics จะมีส่วนคล้ายกับการทำงาน Video Editing ที่มีลักษณะคล้ายกับการใช้ Beat ในการสร้างจังหวะของดนตรี แต่การตัดต่อจะใช้ภาพเป็น Shot เพื่อนำมาเรียบเรียงให้เกิด Rhythm หรือจังหวะแบบต่าง ๆ เช่น เร็ว ช้า หรือปานกลาง โดย Rhythm ไม่สามารถเกิดขึ้นโดยการตัดหนึ่ง หรือสอง Shot เท่านั้น แต่จะถูกสร้างขึ้นโดยชุดของภาพ (Shot) จำนวนหนึ่ง หรือเรียกว่า Sequence 

Sound มีความสำคัญ ต่อ Motion Graphics อย่างมาก จนบางครั้ง Workflow การทำงาน Motion Graphics อาจเริ่มต้นจาก Sound Design/Editing และนำมาวางเป็นโครงสร้างของผลงาน เพื่อควบคุมทิศทางของผลงาน ทั้งภาพและเสียงเมื่อภาพและเสียงทำงานสอดประสานกัน จะสร้าง Impact กับผู้ได้มหาศาล

อ่านเพิ่มเติม (http://www.beartheschool.com/share-1/2019/5/29/the-art-of-editing-3-creative-pacing-amp-rhythm)

4. Brand / Identity Design

ปัจจุบันมีหลายแบรนด์ ที่คิดขึ้นมาควบคู่กันระหว่าง Visual และ Motion โดยแบรนด์ที่อยู่บน Digital Platform เป็นที่การแสดงผลส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะ On Screen โดยกำหนด Motion ถือเป็นองค์ประกอบของแบรนด์ เช่นเดียวกันกับ สี ตัวอักษร ภาพถ่าย หรือองค์ประกอบภาพ ตัวอย่าง 

5. Adobe After Effects

After Effects เป็นซอฟต์แวร์ Motion Graphics และ Visual Effect ในระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลก โดยความสามารถหลัก คือ การสร้างเคลื่อนไหวให้กับองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ภาพกราฟิก  ภาพถ่าย วิดีโอ และตัวอักษร รวมทั้งการสร้างเอฟเฟคต่าง ๆ โดยปัจจุบันได้เพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน โดยสามารถเปลี่ยนจาก 2D Animation ไปสู่ 3D Modeling ที่ทำงานร่วมกับ Maxon Cinema 4D Liteรวมทั้งการ VR

โดยจุดเด่นที่สำคัญของ After Effects คือ การทำงานในระบบ Dynamic Link ที่สามารถทำงานร่วมโปรแกรมต่าง ๆ ของ Adobe ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Adobe Photoshop, Adobe Illustrator หรือ Adobe Premiere 

มาถึงจุดนี้ อาจจะพอเห็นภาพรวมของการทำงาน Motion Graphics ที่มีลักษณะการใช้ความรู้และทักษะในศาสตร์ที่หลากหลายมาผสมผสานเข้าด้วยกัน ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่รอให้ Motion Graphics Designer ได้พาตัวเองไปสู่พรมแดนแห่งการเรียนรู้ใหม่ และค้นหาความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ 

Contributor: Akkharaphon Dantonglang (https://www.akkharaphon.com/)